TIPS & HOW TO

ความภูมิใจของใคร…แต่ละคน

… คือความภูมิใจของใคร ของแต่ละคน ย่อมต่างกันไป
ในชีวิตของแต่ละคน ย่อมมีประสบการณ์ชีวิตที่ต่างกันไป

สิ่งที่น่าชื่นชมและน่าภูมิใจมากขึ้นหลายเท่าตัว จากเรื่องวันนี้ที่ได้ดู คือ
“การช่วยเหลือของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน”

การช่วยเหลือชาวเยอรมัน ครอบครัวที่ประสบเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อเดือนมีนาคม 2011 และสึนามิ ที่พวกเค้าไม่คิดว่าจะรอดชีวิตกลับประเทศได้อีก

เรื่องราวของครอบครัวชาวเยอรมันที่มาเที่ยวญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 มีนาคม แล้วกลายเป็นผู้ประสบภัย มันเหมือนหนังเรื่องนึงที่เราไม่อยากจะเชื่อว่านี้คือเรื่องจริง การที่ต้องมาเผชิญกับภัยพิบัติระดับที่คาดไม่ถึง ในเมืองที่เราไม่คุ้นเคย ภาษาที่ฟังไม่เข้าใจ แล้วเราต้องทำอย่างไร นี่คือความสับสน และสร้างความหวาดกลัวไม่น้อยเลยทีเดียว

ครอบครัวชาวเยอรมัน สามคนนั่งแท๊กซี่กลับหลังจากเจอแผ่นดินไหว ถูกน้ำพัดรถจนเกือบจม ต้องว่ายน้ำออกจากรถ แล้วเกาะที่รั้วบ้านแห่งหนึ่ง หญิงชาวเยอรมันคนที่เป็นแม่ มืออ่อนล้าไม่สามารถทนต่อได้ มือจึงหลุดจากขอบรั้ว แต่เวลานั้นกลับมีอีกมือนึง ที่เอื้อมมาจับไว้ และช่วยพากลับเข้าอพาร์ทเม้นได้ทั้งครอบครัว ซึ่งในอพาร์ทเม้นห้องนั้น ผู้ชายญี่ปุ่นคนที่เอื้ิอมมือช่วยชาวเยอรมันทั้งสามคน ได้ช่วยคนชราอีกสองคน ที่เดินไม่ได้จากห้องข้างๆด้วย

คุณยายแก่ๆ ถูกอุ้มไว้บนชั้นหนังสือสูง
คุณตาแก่ๆ ถูกอุ้มไว้บนชั้นวางทีวี
และสามคนชาวเยอรมัน ปีนขึ้นไปอยู่บนซิงค์ล้างจานในครัว ในขณะที่ระดับน้ำก็สูงขึ้นเรื่อยๆจนระดับเท่าซิงค์ในครัว แล้วคงระดับอยู่อย่างนั้น

หลังจากนั้นชาวเยอรมัน ก็ได้รับความช่วยเหลือให้ไปอยู่รวมที่ศูนย์ดูแลผู้ประสบภัย รวมกับคนญี่ปุ่น จากการให้สัมภาษณ์ของผู้ดูแล พวกเค้าทั้งสามมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ได้แต่ร้องไห้ และอยากกลับประเทศตัวเองให้เร็วที่สุด

แต่…เวลานี้ พาสปอร์ตถูกสายน้ำพัดหาย เงินไม่มี แล้วต้องทำอย่างไร ในขณะที่อยู่ที่ศูนย์ดูแลผู้ประสบภัยก็พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้เลย (อยากให้คิด ถ้าเป็นตัวเรา เราจะมีความวิตกกังวลและหวาดกลัวมากแค่ไหน)

พวกเค้าได้รับการช่วยเหลือเป็นทอดๆ ต่อๆกันไป คนญี่ปุ่นที่ให้ความช่วยเหลือคนที่สอง คือพยายามที่จะส่งพวกเค้าไปขึ้นรถที่เซนได เพื่อกลับไปโตเกียว แต่ ณ เวลานั้น ไม่มีรถคันไหนที่มีน้ำมันพอ ถ้ายังจำเหตุการตอนนั้นได้ น้ำมันในญี่ปุ่นเริ่มขาดและไม่เพียงพอ

สิบคัน ยี่สิบคัน สามสิบคัน คนญี่ปุ่นคนนั้นก็พยายามยืนโบกรถ จนในที่สุดก็สามารถหาได้ ก่อนที่จะส่งสามคนชาวเยอรมันขึ้นรถ เค้าได้มอบซองน้ำตาลให้กับชาวเยอรมันผู้เป็นพ่อ เมื่อเปิดดูแล้ว มีเงินอยู่ 30,000เยน

แต่เรื่องไม่ยังไม่จบเท่านี้ เมื่อไปถึงเซนได แล้วพบว่า รถที่จะไปโตเกียวได้ออกไปเสียแล้ว พวกเค้าต้องอยู่ที่ศูนย์ดูแลชั่วคราวต่อไป จนได้พบชาวญี่ปุ่นคนที่สาม …

เค้ารับปากว่า พวกคุณต้องได้กลับประเทศของคุณแน่ๆ ให้เชื่อใจเค้า ขณะที่ให้สัมภาษณ์ว่า ชาวเยอรมันสามคน เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและได้แต่ร้องไห้

ชายคนที่สาม จะพาพวกเค้ากลับโตเกียว แต่เวลานั้นชินกังเซนจากเซนไดนั้นไม่สามาถวิ่งได้ จึงตัดสินใจขับรถข้ามไปส่งที่ จังหวัดนิอิงะตะ เพื่อนั่งรถไฟเส้นทางอื่นกลับไปแทน ระยะทางประมาณ 200กิโลเมตร

แต่ … น้ำมันรถก็ไม่พอ คนญี่ปุ่นใช้โทรศัพท์อยู่ตลอดเวลา จนออกเดินทางไปถึงที่ที่หนึ่ง โดยที่พวกเค้าสามคนไม่รู้อะไรเลย ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น หรือระหว่างทางพวกเค้าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง

ชายคนที่สาม พาพวกเค้าสามคนมาส่งที่บ้านหลังหนึ่ง
ก้าวแรกที่พวกเค้าเดินเข้าบ้าน เต็มไปด้วยความสับสน หนาวสั่น สิ่งที่พวกเค้าได้รับการต้อนรับในบ้านหลังนี้คือ ซุปมะเขือเทศร้อนๆกับข้าวสวยเพิ่งหุงใหม่

…นี่คือ อาหารมื้อที่อร่อยที่สุดหลังจากต้องระหกระเหินเดินทางมา 5วัน แทบจะไม่ได้กินอะไรเลย
เจ้าของบ้านให้สัมภาษณ์ว่า พวกเค้าหวาดระแวง กลัว เกรงใจ และรู้สึกว่ามารบกวน สิ่งที่เจ้าของบ้านทำได้ ณ เวลานั้นคือ “สาเก” การดื่มสาเกในคืนนั้น มีความหมาย …

… การเดินทางของพวกเค้าสิ้นสุดที่บ้านหลังนี้

พวกเค้าได้รับความช่วยเหลือจากชาวญี่ปุ่น ดำเนินการทำพาสปอร์ตใหม่และบินกลับประเทศเยอรมันต่อมา
(ขณะนั้นถ้าได้ตามข่าว สถานทูตส่วนใหญ่จะปิดและให้ปชช.กลับประเทศตัวเองหลายประเทศ เนื่องจากห่วงภาวะโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จะเกิดการระเบิด)

นี่คือเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น แล้วเราได้อะไรจากละครชีวิตจริงเรื่องนี้….??

รายการทีวีญี่ปุ่นถามชายคนที่หนึ่งว่า ทำไมคุณไม่ออกรายการทีวี หรือให้สัมภาษณ์ทางทีวี สำหรับการช่วยเหลือชาวต่างชาติเรื่องนี้ ทั้งๆในประเทศเยอรมันเรื่องราวของคุณโด่งดัง เพราะครอบครัวชาวเยอรมันกล่าวขอบคุณพวกคุณผ่านสื่อต่างๆมากมาย

อยากให้รู้ว่าคำตอบของชายคนที่หนึ่งและนี่หละ ที่สอนบางอย่างให้เราจากละครชีวิตจริงเรื่องนี้

“มันไม่แปลกไม่ใช่เหรอ สำหรับคนที่มีแรงพลังเหลือพอ แล้วยื่นมือไปช่วยคนอื่น มันเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วหนินา ไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไร”

สำหรับชายคนที่สอง …
“ผมไม่ต้องการเงินคืน เพราะสิ่งที่ผมให้ คือสิ่งที่เพื่อนมนุษย์ให้กันและกัน โดยไม่ต้องหวังว่าจะได้อะไรกลับมาอยู่แล้ว”

ชายคนที่สาม …
“ผมอยากให้พวกเค้าอุ่นใจ และเชื่อใจผม ว่าผมจะพาพวกเค้ากลับบ้าน กลับประเทศพวกเค้าให้ได้”

นี่หละ ความภูมิใจสำหรับคืนนี้ …

… ได้อะไรจากเรื่องนี้ เหมือนเราบ้างมั้ย? …
Click to comment

Leave a Reply

To Top